ต่อเรื่องพัดลมครับ..เพื่อเอาไปใช้งานในการวิเคราะห์การเลือกใช้.
พัดลมขนาดใหญ่จะมีกราฟประจำทุกเครื่อง ซึ่งมาจากการทดสอบหลังจากการผลิตซึ่งเรียกหาได้จากผู้ขายครับ.
จากกราฟด้านล่างเป็นกราฟของ Forward Blade Type
การใช้งานของพัดลมที่เหมาะสมต้องไม่เกิน 50 %
ของปริมาณอากาศที่สามารถส่งได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นช่วงที่ประสิทธิภาพ, ความดัน
และความต้องการพลังงาน (30%ของทั้งหมด) ดีที่สุด
แต่ถ้าเราใช้งานเกินจุดนี้ไปจะทำให้เกิดข้อเสียต่างๆคือ
1.ความดันของอากาศที่พัดลมอัดมาไม่แรง คือไม่มีลมออกที่หัวจ่าย ทั้งๆที่พัดลมยังทำงานอยู่.
2.ประสิทธิภาพของพัดลมจะลดลงน้อยกว่า 50% คือ จ่ายไฟเพิ่มขึ้น พัดลมหมุนเร็วขึ้น มอเตอร์หมุนเร็วขึ้น แต่ลมที่ออกมาไม่มีแรงดัน
3.จ่ายค่าไฟสูงขึ้นแน่นอนเพราะมอเตอร์ต้องกานกระแสไฟฟ้ามากขึ้น ตามรอบมอเตอร์ที่สูงขึ้น
ฉะนั้น.
ถ้ามีการดูแลวัดประสิทธิภาพพัดลมอยู่ประจำและพิจารณาประกอบกับกราฟประจำตัว
พัดลม..เราจะสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายพลังงาน
ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะสูงเป็นอันดับต้นๆอยู่ใน Overhead
ของสถานประกอบการครับ.
Credit ภาพ. www.engineeringtoolbox.com
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่.https://www.facebook.com/profile.php?id=100006197296281
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Industrial engineering แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Industrial engineering แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
การเลือกใช้พัดลมแบบ Centrifugal ในระบบปรับอากาศ
การเลือกใช้พัดลมแบบ Centrifugal ในระบบปรับอากาศที่นิยมใช้มี 2 ชนิดคือ
1.Forward Curved Blade Fan.(FW)
2.Backward Curved Blade Fan.(BW)
จุดน่าสนใจ
1.FW จะราคาถูกกว่า BW
2.ความต้องการพลังงาน(BHP) ของFW Type จะสูงขึ้นตาม CFM ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นผลให้ Motor ที่ขับพัดลมเกิดการ Overload ได้ ถ้าเกินกว่าความสามารถของ Motor
3.ความต้องการาพลังงาน(BHP) ของ BW Type จะสูงถึงจุดหนึ่งแล้วลดต่ำลง ถึงแม้ว่า CFM จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆก็ตาม ซึ่งจะป้องกัน Motor ที่ขับพัดลมไม่เกิดการ Overload ระบบจะยังสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
* กราฟเส้นเหลืองใน FW พุ่งขึ้นไม่หยุด จึงเป็นเหตุให้ Overload ที่ Motor ได้ ถ้าไม่ตั้ง Overload Protection ไว้ จะทำเกิด Motor ไหม้ได้ครับ...ข้อควรระวัง
ฉะนั้นในระบบปรับอากาศที่ต้องการความเชื่อมั่น ( Reliability) ที่ระดับสูง ควรเลือกใช้ BW Type จะเหมาะสมกว่า..แต่ต้องแลกด้วยราคาที่สูงกว่า
Credit ภาพ.www.engineeringtoolbox.com
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่.https://www.facebook.com/profile.php?id=100006197296281
1.Forward Curved Blade Fan.(FW)
2.Backward Curved Blade Fan.(BW)
จุดน่าสนใจ
1.FW จะราคาถูกกว่า BW
2.ความต้องการพลังงาน(BHP) ของFW Type จะสูงขึ้นตาม CFM ที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะเป็นผลให้ Motor ที่ขับพัดลมเกิดการ Overload ได้ ถ้าเกินกว่าความสามารถของ Motor
3.ความต้องการาพลังงาน(BHP) ของ BW Type จะสูงถึงจุดหนึ่งแล้วลดต่ำลง ถึงแม้ว่า CFM จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆก็ตาม ซึ่งจะป้องกัน Motor ที่ขับพัดลมไม่เกิดการ Overload ระบบจะยังสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
* กราฟเส้นเหลืองใน FW พุ่งขึ้นไม่หยุด จึงเป็นเหตุให้ Overload ที่ Motor ได้ ถ้าไม่ตั้ง Overload Protection ไว้ จะทำเกิด Motor ไหม้ได้ครับ...ข้อควรระวัง
ฉะนั้นในระบบปรับอากาศที่ต้องการความเชื่อมั่น ( Reliability) ที่ระดับสูง ควรเลือกใช้ BW Type จะเหมาะสมกว่า..แต่ต้องแลกด้วยราคาที่สูงกว่า
Credit ภาพ.www.engineeringtoolbox.com
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่.https://www.facebook.com/profile.php?id=100006197296281
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ชนิดของหม้อไอน้ำที่นิยมใช้
การใช้หม้อไอน้ำอย่างปลอดภัย เริ่มต้นจากการเลือกใช้หม้อไอน้ำที่มีการออกแบบที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม และ มีการผลิตที่ได้ตามข้อกำหนด ของมาตราฐานต่างๆที่ใช้สำหรับ การผลิต หม้อไอน้ำ และ สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การใช้งานและการตรวจสอบบำรุงรักษาอย่างถูกวิธี
ซึ่งการทำงานของหม้อไอน้ำ จะมีหลักการคือการต้มน้ำให้เดือดจนกลายเป็นไอน้ำ แล้วนำไอน้ำที่มีพลังงาน ไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับกระบวนการผลิตที่ต้องการความร้อนสูง ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ตามบ้านเรือน และใช้สำหรับทำน้ำร้อนสำหรับใช้ในห้องน้ำตามโรงแรม หรือที่พักอาศัยขนาดใหญ่ เป็นต้น
ประเภทของหม้อไอน้ำแบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ๆคือ
1.หม้อไอน้ำแบบ ท่อไฟ (Fire Tube) เป็นหม้อไอน้ำที่มีไฟวิ่งอยู่ภายในท่อ และแช่อยู่ภายในถังหรือภาชนะรับแรงดันที่บรรจุน้ำ ซึ่งความสามารถในการผลิตไอน้ำจะอยู่ที่ ไม่เกิน 20 kg/sq.m และค่าความดันไม่เกิน 20 bars. ซึ่งหม้อน้ำที่ใช้ในไทยจะเป็นแบบชนิดนี้ ดังภาพประกอบด้านล่าง
2.หม้อไอน้ำแบบ ท่อน้ำ ( Water Tube) เป็นหม้อไอน้ำที่มีน้ำวิ่งอยู่ภายในท่อ ส่วนเปลวไฟได้จากการเผาไหม้จะอยู่บริเวณภายนอกรอบๆท่อ หม้อน้ำชนิดนี้ จะให้ความดันของไอน้ำที่สูงกว่าชนิดแรก เพราะไอน้ำจะวิ่งอยู่ในท่อ ดังภาพประกอบด้านล่าง
ซึ่งการทำงานของหม้อไอน้ำ จะมีหลักการคือการต้มน้ำให้เดือดจนกลายเป็นไอน้ำ แล้วนำไอน้ำที่มีพลังงาน ไปใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่น ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับกระบวนการผลิตที่ต้องการความร้อนสูง ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ตามบ้านเรือน และใช้สำหรับทำน้ำร้อนสำหรับใช้ในห้องน้ำตามโรงแรม หรือที่พักอาศัยขนาดใหญ่ เป็นต้น
ประเภทของหม้อไอน้ำแบ่งได้ 2 ชนิดใหญ่ๆคือ
1.หม้อไอน้ำแบบ ท่อไฟ (Fire Tube) เป็นหม้อไอน้ำที่มีไฟวิ่งอยู่ภายในท่อ และแช่อยู่ภายในถังหรือภาชนะรับแรงดันที่บรรจุน้ำ ซึ่งความสามารถในการผลิตไอน้ำจะอยู่ที่ ไม่เกิน 20 kg/sq.m และค่าความดันไม่เกิน 20 bars. ซึ่งหม้อน้ำที่ใช้ในไทยจะเป็นแบบชนิดนี้ ดังภาพประกอบด้านล่าง
2.หม้อไอน้ำแบบ ท่อน้ำ ( Water Tube) เป็นหม้อไอน้ำที่มีน้ำวิ่งอยู่ภายในท่อ ส่วนเปลวไฟได้จากการเผาไหม้จะอยู่บริเวณภายนอกรอบๆท่อ หม้อน้ำชนิดนี้ จะให้ความดันของไอน้ำที่สูงกว่าชนิดแรก เพราะไอน้ำจะวิ่งอยู่ในท่อ ดังภาพประกอบด้านล่าง
ที่มาของภาพ: http://novathermboiler.com/
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่.https://www.facebook.com/profile.php?id=100006197296281
ติดตามเพิ่มเติมได้ที่.https://www.facebook.com/profile.php?id=100006197296281
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




